 |
1. ปริมาณจราจรเฉลี่ยต่อวันของ BECL และ NECL เป็นเท่าไร |
 |
ปริมาณจราจรของ BECL และ NECL เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 1 ล้านคัน ซึ่งมีปริมาณจราจรมาจากเส้นทางส่วนในเมืองเป็นหลักถึง 66% อย่างไรก็ดี ปริมาณจราจรในส่วนของนอกเมือง เช่น จากบริเวณทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วนดี (พระรามเก้า-ศรีนครินทร์) ก็มีอัตราการเติบโตในอัตราที่สูง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพ-ชลบุรี ประกอบกับเป็นเส้นทางที่มุ่งตรงสู่สนามบินสุวรรณภูมิได้โดยสะดวก ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ของผู้ใช้ทางจำนวนมาก
 |
 |
2. บริษัทมีโครงสร้างรายได้เป็นอย่างไร |
 |
รายได้ค่าผ่านทางเป็นรายได้หลักของบริษัท เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 20 ล้านบาท ลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 95% ของบริษัทเป็นรถประเภท 4 ล้อ รองลงมาคือ 6-10 ล้อ และ 10 ล้อขึ้นไปตามลำดับ
 |
 |
3. บริษัทมีการกระจายการลงทุนในบริษัท/ธุรกิจใดบ้าง |
 |
3.1 บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL)
NECL ดำเนินการก่อสร้างและบริหารโครงการทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) หรือเรียกว่าทางด่วนส่วนซีบวก ตามสัญญา BTO (Build-Transfer and Operate) เป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2539 โครงการนี้มีระยะทางรวม 32 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่มุ่งสู่พื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร ผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) เชื่อมสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเป็นเส้นทางที่เป็นทางเลือกและเอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้ทางให้เดินทางได้อย่างสะดวกและประหยัดเวลา3.2 บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BMCL)
BMCL ประกอบธุรกิจระบบขนส่งมวลชน โดยเป็นผู้ให้บริการโครงการรถไฟฟ้ารถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สีน้ำเงิน) ตามสัญญา AOT (Acquire-Operate and Transfer) เป็นระยะเวลา 25 ปี นับจากวันที่เปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2547 ซึ่งเป็นโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทยมีระยะทาง 20 กิโลเมตร ประกอบด้วยสถานีรถไฟฟ้าจำนวน 18 สถานี บริษัทเชื่อว่าธุรกิจรถไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีอนาคต อันจะรองรับระบบการคมนาคมพื้นฐานของกรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นโครงการนี้มีเส้นทางผ่านย่านใจกลางเมือง และเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามมา อันจะสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้ในอนาคต
3.3 บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด (SEAN)
SEAN ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ (น้ำงึม 2) ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ 615 เมกกะวัตต์ โดยเป็นสัญญา BOOT (Build-Own-Operate and Transfer) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นเวลา 25 ปี นับจากวันเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ ขณะนี้โครงการยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าแล้วเสร็จในปี 2554 บริษัทคาดว่าเมื่อการเริ่มเปิดดำเนินงานจะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้
3.4 บริษัท น้ำประปาไทย จำกัด (มหาชน) (TTW)
TTW ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำประปาไปให้กับการประปาส่วนภูมิภาค ในเขตจังหวัดสมุทรสาครและนครปฐม โดยมีขนาดการผลิต 320,000 ลบ.เมตร ต่อวัน โดยบริษัทได้รับสัมปทานลักษณะ BOO (Build-Operate and Own) เป็นเวลา 30 ปี (ตั้งแต่ ก.ค. 2547-ก.ค.2577) ซึ่งกำหนดปริมาณรับซื้อขั้นต่ำในปี 2547 จำนวน 200,000 ลบ.เมตรต่อวัน และเพิ่มเป็นจำนวน 250,000 ลบ.เมตรต่อวัน และ 300,000 ลบ.เมตรต่อวันในปี 2549 และ ปี 2551 ตามลำดับ ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มเปิดดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นมา โดยมีศักยภาพการดำเนินการที่ดี ซึ่งบริษัทได้รับผลตอบแทนการลงทุนจาก TTW ในรูปของเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด TTW ได้มีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจและได้เข้าลงทุนในบริษัท ประปาปทุมธานี จำกัด หรือ PTW ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำประปาในเขตปทุมธานีและรังสิตเป็นระยะเวลา 25 ปี
|
 |
4. ทางบริษัทมีแผนที่จะลงทุนในทางด่วนสายใหม่หรือไม่ |
 |
บริษัทมีความพร้อมในการเข้าลงทุนในทางด่วนเส้นทางใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในกรณีที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้เข้าร่วมในโครงการใหม่ เนื่องจากเราเป็นผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และความชำนาญในธุรกิจด้านการบริหารโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ประกอบกับบริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคงและคล่องตัว ตลอดจนให้ผลตอบแทนการลงทุนคืนต่อผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีบริษัทต้องพิจารณารายละอียดและศึกษาเงื่อนไขของแต่ละโครงการ และความคุ้มค่าของการลงทุนในเบื้องต้นก่อน
 |
 |
5. บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างไร |
 |
บริษัทจะจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิ ที่เหลือหักเงินสำรองต่างๆทุกประเภทที่บริษัทได้กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน กระแสเงินสด แผนการลงทุน ความจำเป็นและความเหมาะสมอื่นๆในอนาคต
 |
 |
6. ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทและหุ้นกู้ เป็นอย่างไรบ้าง |
 |
บริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด อันดับเครดิตองค์กร : A
บริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด อันดับเครดิตหุ้นกู้ : A-
|
 |
7. ข้อมูลหุ้นกู้ของบริษัทที่ออกในปี 2550 |
 |
ในปี 2550 บริษัทได้ออกหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อหู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี วงเงินไม่เกิน 7,500 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดหุ้นกู้มีดังนี้
| ชื่อหุ้นกู้ |
BECL108A |
BECL128A |
BECL148A |
| อายุหุ้นกู้ |
3 ปี |
5 ปี |
7 ปี |
| อัตราดอกเบี้ย |
4.20 % ต่อปี |
4.88 % ต่อปี |
5.20 % ต่อปี |
| จ่ายดอกเบี้ยทุก |
6 เดือน |
6 เดือน |
6 เดือน |
| วงเงิน |
3,905 ล้านบาท |
1,895 ล้านบาท |
1,700 ล้านบาท |
| วันออกหุ้นกู้ |
2 ส.ค. 2550 |
2 ส.ค. 2550 |
2 ส.ค. 2550 |
| วันครบกำหนด |
2 ส.ค. 2553 |
2 ส.ค. 2555 |
2 ส.ค. 2557 |
| วันที่จ่ายดอกเบี้ย |
2 ก.พ. ของทุกปี
2 ส.ค. ของทุกปี |
2 ก.พ. ของทุกปี
2 ส.ค. ของทุกปี |
2 ก.พ. ของทุกปี
2 ส.ค. ของทุกปี |
รายละเอียดมีดังนี้
หุ้นกู้มีมูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 1,000 บาท ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท เสนอขายขั้นต่ำ 100,000 บาท โดยเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป ผู้ลงทุนรายใหญ่ และ/หรือผู้ลงทุนสถาบัน บริษัทได้แต่งตั้งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้เป็น ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และ นายทะเบียนหุ้นกู้ เพื่อดูแลด้านการซื้อ-ขายหุ้นกู้ การจ่ายดอกเบี้ย ตลอดจน การแก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ถือหุ้นกู้ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ลงทุน/ผู้ถือหุ้นกู้สามารถติดต่อเพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายงานบริการนายทะเบียนหลักทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-470-1987 (อัตโนมัติ)
กรณีที่ประสงค์ที่จะให้โอนเงินค่าดอกเบี้ยและเงินต้นเข้าบัญชีของผู้ถือหุ้นกู้
ผู้ถือหุ้นกู้สามารถแจ้งความจำนงในการขอให้โอนเงินค่าดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเข้าบัญชีของตนเองได้โดยแจ้งชื่อบัญชีที่รับเงิน ซึ่งจะต้องเป็นบัญชีของผู้ถือหุ้นกู้ที่มีกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศเท่านั้น พร้อมลงนามรับรองสำเนาหน้าบัญชีต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้
 |
| |
|
 |
8. การคำนวณและการจ่ายดอกเบี้ยจากหุ้นกู้บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ ครั้งที่ 1/2550 |
 |
กำหนดจ่าย ปีละ 2 งวด ดังนี้
- งวดแรก วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของแต่ละปี
- งวดที่สอง วันที่ 2 สิงหาคม ของแต่ละปี ( วันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ )
หากวันจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าว ไม่ตรงกับวันทำการ จะกำหนดจ่ายดอกเบี้ยในวันทำการถัดไป
( โดยจะไม่มีการคำนวณดอกเบี้ยสำหรับการเลื่อนวันชำระดังกล่าว แต่ในการคำนวณดอกเบี้ยงวดสุดท้ายของปีจะเริ่มนับต่อจากวันที่ใช้คำนวณวันสุดท้ายของงวดแรก)
ตัวอย่างจำนวนวันที่ใช้คำนวณดอกเบี้ย งวดแรกของปี 2551
- ตามกำหนด้องจ่ายวันที่ 2 กพ. 51 แต่ ตรงกับวันเสาร์
- จึงต้องเลื่อนมาจ่ายในวันที่ 4 กพ. 51
- จำนวนวันที่ใช้คำนวณ = 2 สค. 50 ถึง 1 กพ. 51 = 184 วัน
ตัวอย่างจำนวนวันที่ใช้คำนวณดอกเบี้ย งวดที่สองของปี 2551
- ตามกำหนด้องจ่ายวันที่ 2 สค. 51 แต่ ตรงกับวันเสาร์
- จึงต้องเลื่อนมาจ่ายในวันที่ 4 สค. 51
- จำนวนวันที่ใช้คำนวณ = 2 กพ. 51 ถึง 1 สค. 51 = 182 วัน
 |
 |
9. ข้อมูลหุ้นกู้ของบริษัทที่ออกในปี 2551 |
 |
ในปี 2551 บริษัทได้ออกหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 3 ปี และ 5 ปี วงเงินไม่เกิน 7,500 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดหุ้นกู้ ดังนี้
| ชื่อหุ้นกู้ |
BECL11NA |
BECL13NA |
| อายุหุ้นกู้ |
3 ปี |
5 ปี |
| อัตราดอกเบี้ย |
5.20 % ต่อปี |
ปีที่ 1-2 5.20 % ต่อปี
ปีที่ 3-4 5.65 % ต่อปี
ปีที่ 5 6.00 % ต่อปี |
| จ่ายดอกเบี้ยทุก |
6 เดือน |
6 เดือน |
| วงเงิน |
2,900 ล้านบาท |
1,100 ล้านบาท |
| วันออกหุ้นกู้ |
7 พ.ย. 2551 |
7พ.ย. 2551 |
| วันครบกำหนด |
7 พ.ย. 2554 |
7 พ.ย. 2556 |
| วันที่จ่ายดอกเบี้ย |
7 พ.ค. ของทุกปี
7 พ.ย. ของทุกปี |
7 พ.ค. ของทุกปี
7 พ.ย. ของทุกปี |
|
| |
รายละเอียดมีดังนี้ |
| |
หุ้นกู้มีมูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 1,000 บาท ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท เสนอขายขั้นต่ำ 100,000 บาท โดยเสนอขายให้แก่ ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่ และ/หรือผู้ลงทุนทั่วไป บริษัทได้แต่งตั้งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้เป็น ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และนายทะเบียนหุ้นกู้ เพื่อดูแลด้านการซื้อ-ขายหุ้นกู้ การจ่ายดอกเบี้ย ตลอดจน การแก้ไข/เปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ถือหุ้นกู้ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ลงทุน/ผู้ถือหุ้นกู้สามารถติดต่อเพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายงานบริการนายทะเบียนหลักทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-470-1987 (อัตโนมัติ)
กรณีที่ประสงค์ที่จะให้โอนเงินค่าดอกเบี้ยและเงินต้นเข้าบัญชีของผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้นกู้สามารถแจ้งความจำนงในการขอให้โอนเงินค่าดอกเบี้ยและเงินต้นคืนเข้าบัญชีของตนเองได้โดยแจ้งชื่อบัญชีที่รับเงิน ซึ่งจะต้องเป็นบัญชีของผู้ถือหุ้นกู้ที่มีกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศเท่านั้น พร้อมลงนามรับรองสำเนาหน้าบัญชีต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นกู้ |
 |
10. การคำนวณและการจ่ายดอกเบี้ยจากหุ้นกู้บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ ครั้งที่ 1/2551 |
 |
กำหนดจ่าย ปีละ 2 งวด ดังนี้
- งวดแรก วันที่ 7 พฤษภาคม ของแต่ละปี
- งวดที่สอง วันที่ 7 พฤศจิกายน ของแต่ละปี (วันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้)
หากวันจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าว ไม่ตรงกับวันทำการ จะกำหนดจ่ายดอกเบี้ยในวันทำการถัดไป (โดยจะไม่มีการคำนวณดอกเบี้ยสำหรับการเลื่อนวันชำระดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ในการคำนวณดอกเบี้ยงวดสุดท้ายของปีจะเริ่มนับต่อจากวันที่ใช้คำนวณวันสุดท้ายของงวดแรก) |
| |
ตัวอย่างจำนวนวันที่ใช้คำนวณดอกเบี้ย งวดที่สองของปี 2552 (งวดแรก วันที่ 7 พ.ค.52 เป็นวันทำการ) |
| |
- ตามกำหนด้องจ่ายวันที่ 7 พ.ย. 52 แต่ ตรงกับวันเสาร์
- จึงต้องเลื่อนมาจ่ายในวันที่ 9 พ.ย. 52
- จำนวนวันที่ใช้คำนวณ = 7 พ.ค. 52 ถึง 6 พ.ย. 52 = 184 วัน
|
 |
11. ในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี |
 |
11.1 กรณีเงินได้จากเงินปันผล
สำหรับผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาและมีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยเมื่อได้รับเงินปันผล BECLจะหักภาษี ณที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 ผู้ถือหุ้น
มีสิทธิเลือกที่จะนำเงินปันผลนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีปลายปี
หรือไม่ก็ได้ ซึ่งหากเลือกที่จะนำเงินปันผล
นั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ปลายปี ผู้ถือหุ้นจะได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลตามระเบียบของกรมสรรพากร
สำหรับรอบปี 2551 - 2553 BECL เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอัตราร้อยละ 25 สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท และอัตราร้อยละ 30
สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 475 ดังนั้น ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา
จะสามารถเครดิตภาษีเงินปันผล โดยคำนวณได้ดังนี้
เครดิตภาษีเงินปันผล =
เงินปันผลที่ได้รับจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 25 x (25 / (100-25))
บวก
เงินปันผลที่ได้รับจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 x (30 / (100-30))
ทั้งนี้การเครดิตภาษีจะต้องนำเงินปันผลที่คำนวณได้บวกกลับเข้าเป็นเงินได้พึงประเมินในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเมื่อได้จำนวนภาษีที่ต้องชำระแล้ว ให้นำเครดิตภาษี เงินปันผลและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวข้างต้น จะได้เป็นภาษีที่ต้องชำระสุทธิประจำปีเพื่อนำส่งกรมสรรพากรต่อไป แต่หากภาษีที่ต้องชำระ มีจำนวนน้อยกว่าเครดิตภาษีเงินปันผลและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์จากการขอคืนภาษี
รายละเอียดข้อมูลเงินปันผลของบริษัท : ข้อมูลเกี่ยวกับเงินปันผล
ตัวอย่างเช่น
| สมมุติฐาน ผู้ถือหุ้นถือหุ้นของบริษัทจำนวน 5,000 หุ้น และได้รับเงินปันผลที่คิดเป็นเงินได้ในปี 2552 จำนวน 1.15 บาท/หุ้น |
| ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผล จากกำไรสุทธิ ประจำปี 2552 = 5,750 บาท |
(1) |
| มีภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% |
= 5,750 x 10% = 575 บาท |
(2) |
| เงินปันผลที่ได้รับสุทธิ |
= (1) (2) = 5,175 บาท |
(3) |
| เงินปันผลจากกำไรสุทธิ ประจำปี 2552 |
| ประกอบด้วย |
| เงินปันผลจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 25 = 850 บาท |
|
| เงินปันผลจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 = 4,900 บาท |
|
| ขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้ดังนี้ |
|
| จากกำไรที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 25 |
= 850 x 25/75 = 283 บาท |
| จากกำไรที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 |
= 4,900 x 30/70 = 2,100 บาท |
| รวมเครดิตภาษี |
= 283+2,100 = 2,383 บาท |
(4) |
| กรณีผู้ถือหุ้นมีรายได้พึงประเมินประเภทอื่นหลังหักลดหย่อนแล้ว = 510,000 บาท |
(5) |
| และมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายระหว่างปี |
= 40,000 บาท |
(6) |
| ดังนั้นผู้ถือหุ้นจะมีเงินได้ก่อนภาษีทั้งสิ้น |
= (1) + (4) + (5)= 518,133 บาท |
(7) |
| คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา |
|
| เงินได้สุทธิ 1 - 150,000 บาท |
ได้รับยกเว้นภาษี |
| เงินได้สุทธิ 150,001 - 500,000 บาท |
เสียภาษี = 350,000 x 10% = 35,000 บาท |
|
| เงินได้สุทธิ 500,001 -1,000,000 บาท |
เสียภาษี = 18,133 x 20% = 3,627 บาท |
| ภาษีพึงประเมิน |
= 35,000 + 3,627 = 38,627 บาท |
(8) |
| ภาษีที่ถูกหักไว้ก่อนหน้า |
= (2) + (4) + (6)= 42,958 บาท |
(9) |
| ชำระภาษีไว้เกิน |
= (9) - (8) = 4,331 บาท |
|
11.2 กรณีเงินได้จากดอกเบี้ยรับจากการลงทุนในหุ้นกู้
ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้เป็นผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ดอกเบี้ยที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนมีสิทธิเลือกที่จะเสียภาษีในอัตราที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวข้างต้นโดย
11.2.1 ไม่รวมคำนวณ - ไม่นำดอกเบี้ยรับจากการลงทุนในหุ้นกู้ที่ได้รับไปรวมกับเงินได้อื่น เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งมีอัตราภาษีระหว่างร้อยละ 10 37 (สำหรับเงินได้ ที่ได้รับ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป) เพื่อนำส่งกรมสรรพากรตามปกติ หรือ
11.2.2 รวมคำนวณ - เลือกที่จะนำดอกเบี้ยรับจากการลงทุนในหุ้นกู้ดังกล่าวไปรวมกับเงินได้อื่น แล้วคำนวณภาษี(เช่นเดียวกับดอกเบี้ยรับจากการฝากเงินที่ธนาคาร) ผู้ลงทุนสามารถนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้างต้นมาเป็นเครดิตภาษีได้ โดยนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายดังกล่าวมาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ จึงจะได้ภาษีที่ต้องชำระสุทธิประจำปีเพื่อนำส่งกรมสรรพากรต่อไป
|
 |
12. ติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทได้อย่างไรบ้าง |
 |
แผนกนักลงทุนสัมพันธ์
บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ
โทร. 02- 641-4611 ต่อ 530 หรือ 532
Email: ir@becl.co.th
 |